Author - admin

ISURATE ฉนวนกันร้อนโฟม PIR

เครื่องฉีดโฟมพียู/พ่นโฟมพียู HP Smarter

Polyurethane Application

ฉนวน PU Foam และ PIR Foam คืออะไร (What’s PUR and PIR?)

พียูโฟม (PU Foam)

พียูโฟม (PU Foam) ย่อมาจากโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam) เป็นสารเคมีโพลียูริเทนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะของเนื้อโพลิเมอร์ไม่แน่น ผลิตจากโพลีอีเทอร์ และไดไอโซไซยาเนต เช่น TDI โดยมีน้ำและแคตทาลิสต์ เช่น แอมีน และออร์แกโนทิน ทำให้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น และแทรกอยู่ในเนื้อของโพลิเมอร์ระหว่างโพลิเมอไรเซชัน บางครั้งใช้แก๊ส หรือวัสดุระเหยง่ายชนิดอื่นเป็นโบลอิงเอเจนต์ (Blowing agent-ปัจจุบันใช้สาร HCFC-141) แบ่งเป็น 2 ชนิด
  1. เฟล็กซิเบิลโฟม (Flexible Foam) ผลิตจากโพลิออกซิโพรพิลีนไดออล ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เบาะรองนั่งทั่วไป
 เก้าอี้นวม ที่นอน แผ่นรองใต้พรม ตัวดูดซับน้ำมันรั่วไหลในทะเล
  2. ริจิดโฟม (Rigid Foam) ผลิตจากโพลิอีเทอร์ที่ได้จาก ซอร์บิทอลเมทิลกลูโคไซด์ หรือซูโครส ทำให้มีดีกรีของการครอสลิงสูง จึงมีความแข็งแรงสูงกว่าเฟล็กซิเบิลโฟม มีความต้านทานต่อแรงกดดันสูง จึงใช้ทำโครงสร้างของส่วนที่ต้องการน้ำหนักเบา เช่น ลำตัวเครื่องบิน และเรือ เป็นต้น สมบัติในการนำความร้อนต่ำมาก จึงมักใช้เป็นฉนวนสำหรับอาคาร รถขนส่งผลิตภัณฑ์แช่เย็น ชิ้นส่วนของรถยนต์ ตู้เย็น และกระติกน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังใช้ทำส่วนประกอบของเรือเพื่อการลอยตัวดีขึ้น เนื่องจากมีน้ำหนักเบาและลอยตัวดี
    ในวงการฉนวนกันความจึงมีการใช้ PU Foam ประเภท Rigid Foam อย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงาน เช่น อาคารสถาปนิกที่ได้รับรางวัล 1 ใน 5 อาคารประหยังพลังงานดีเด่น ปี 2552 นั้นก็มีการใช้ฉนวน PU Foam รวมกับการใช้วิธีการอื่น ด้านหลังคาคอนกรีตใช้ฉนวน PU Foam พ่นบนพื้นหลังคา สำหรับหลังคาเหล็ก ใช้ PU Foam ประเภทกันไฟลามเพื่อลดการเกิดเสียง ประตูหน้าต่าง ใช้ระบบประตูหน้าต่าง ALUMINIUM ชนิดป้องกันความร้อน และกรอบบานประตู ALUMINIUM ฉีด PU Foam ประกอบกับกระจกที่ใช้เป็นกระจกฉนวนป้องกันความร้อนและป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตภายนอกอาคารให้มีต้นไม้ เพื่อช่วยลดปริมาณความร้อนจากแสงแดด

คุณสมบัติของฉนวนพียูโฟม

1.ป้องกันความร้อน-เย็นได้ดี เนื่องจากมีค่าการนำความร้อน  (k) ที่ต่ำกว่าวัสดุอื่น เมื่อเทียบกับความหนาแน่นที่เท่ากัน (PU Foam  = 0.023 W/m.K)

2. ไม่ลามไฟ (Fire Resistant) มีการใส่สารกันลามไฟ ให้ดับไฟได้เอง ตามมาตรฐานวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในอาคาร

3. ป้องกันน้ำรั่วซึมได้ เนื่องจากเป็นเซลล์ปิด ไม่อุ้มน้ำ

4. ลดเสียงดัง กั้นเสียง (Noise Inhibiting) เพราะมีโครงภายในเซลล์เป็นช่องอากาศเป็นโพรง (Air Gap) เป็นจำนวนมาก ช่วยลดการพาของเสียง

5. ไม่เป็นพิษ (Non-toxic Irritant) เนื่องจากเป็นฉนวนที่แข็งตัวเป็นก้อน ไม่มีกรด-ด่างหรือตัวทำละลายอย่างอื่นจะมาเปลี่ยนสภาวะจากของแข็งเป็นของ เหลวได้ จึงไม่มีสาระคายเคืองหรือสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้เหมือนใยแก้ว

6. ป้องกันมด, นก, หนู, แมลง (Vermin Resistant) ส่วนผสมของเคมีป้องกันไม่ให้สัตว์เหล่านั้นเข้าไปทำรัง หรือทำลายฉนวน

7. น้ำหนักเบาและแข็งแรง (Light Weight & Strrength) โฟมขนาด 1 ม.x 1 ม. x 1 นิ้ว (กxยxหนา) มีน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม และยังรับน้ำหนักแรงกดได้ดี

8. ทนต่อกรด/ด่าง โฟม PU ไม่ละลายในกรด/ด่าง แอลกอฮอล์ น้ำมันเครื่อง จึงสามารถป้องกันการเสียหายจากสารที่กล่าวข้างต้น

9. ความคงตัว โฟมพียูไม่มีการยุบตัว เพราะมีความหนาแน่นถึง 35-50 กก./ลูกบาศก์เมตร มีลักษณะแข็ง ไม่เสื่อมสภาพ จึงทนทาน มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีโดยไม่ต้องบำรุงรักษาแต่อย่างใด (ภายใต้การติดตั้งที่ถูกต้อง)

10. ควบคุมการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ (Condensation Control) โฟม PU จะเป็นตัวกั้นกลางแยกความร้อนและความเย็นอยู่คนละข้าง จึงทำให้ไม่เกิดการเกาะตัวของไอน้ำ

ฉนวน PIR (พีไออาร์)

ฉนวนกันร้อน PIR (พีไออาร์) ย่อมาจาก “โพลีไอโซไซยานูเรต” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พีไออาร์ หรือโพลีไอโซ คือการพัฒนาโพลียูรีเทนโฟม (PUR Polyurethane) โดยมีคุณสมบัติเหมือน PU Foam มีความพิเศษกว่าตรงคุณสมบัติกันไฟลามที่ดีกว่า  และค่าการเกิดควันต่ำกว่า แต่ PIR จะมีข้อด้อยตรงที่มีฝุ่นผงมากกว่า ในต่างประเทศนิยมใช้ฉนวนกันร้อน PIR มากขึ้น เนื่องจากให้ความปลอดภัยมากกว่าทั้งดับไฟได้ไวกว่า และปริมาณควันต่ำกว่า
พัฒนาโดยการปรับสัดส่วนในการผสมเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาของเอ็มดีไอสูงกว่าโพลียูรีเทน และใช้โพลีออลที่มาจากโพลีเอสเทอร์แทนโพลีอีเทอร์โพลีออลแทนในการทำปฏิกิริยา นอกจากนี้ตัวเร่งปฏิกิริยาและสารเติมแต่งที่ใช้ในสูตรพีไออาร์แตกต่างจากโพลียูรีเทน

คุณสมบัติพิเศษของฉนวนกันความร้อน PIR (พีไออาร์)

1. ปฏิกิริยาการเกิด PIR เกิดที่อุณหภูมิสูงกว่าปฏิกิริยาของ PUR จึงมีโครงสร้างโมเลกุลที่แข็งแรง ทำให้ PIR มีความแข็งแรงกว่าโพลียูรีเทน (จากรายงานพบว่าต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 200 oC จึงจะสามารถทำลายพันธะเคมีของ PIR ได้ ในขณะที่ PUR ใช้เพียง 100-110 oC)

2. พีไออาร์ (PIR) เหมาะใช้กับที่พักอาศัย เพราะมีค่าการเกิดควันน้อยกว่าโพลียูรีเทนโฟม (PUR) โดยพีไออาร์มีค่ากันลามไฟต่ำกว่า 25 แต่ให้ค่าการเกิดควันต่ำกว่า 50 ในขณะที่โพลียูรีเทนโฟมมีค่ากันลามไฟต่ำกว่า 25 และค่าการเกิดควันถึง 150-350-
โพลียูรีเทนโฟม (PUR) มีความยืดหยุ่นและเป็นผงน้อยกว่าแผ่นพีไออาร์ (PIR)

3. ค่าการทนแรงกดต่อความหนาแน่นใกล้เคียงกัน เช่น แผ่นโพลียูรีเทนหรือแผ่นโพลีไอโซ 2 ปอนด์ จะมีค่าการทนแรงกดต่อความหนาแน่นประมาณ 20 psi  และมีค่าความเป็นฉนวนใกล้เคียงกันที่ 6.0 ต่อนิ้วโดยเฉลี่ย

ประเภทฉนวนกันความร้อน และคุณสมบัติ

ประเภทฉนวนกันความร้อน และคุณสมบัติ

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ฤดูร้อนจะร้อนมาก อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ แต่เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่าในแต่ละวันคุณต้องสูญเสียพลังงานไปกับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในที่อยู่อาศัยมากน้อยขนาดไหน ทั้งพัดลม เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ และอื่นๆ วัสดุประเภทฉนวนกันความร้อนเป็นวิถีทางหนึ่งในการลดความสูญเสียพลังงานที่ใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้คุ้มค่ามากที่สุด ฉนวนกันความร้อนคือคําตอบในเรื่องนี้ เพื่อช่วยลดการสูญเสียความร้อนและรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้ โดยมีคุณสมบัติของฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิด

ประเภทฉนวน กันความร้อน – ความเย็น และคุณสมบัติ

 ประเภทฉนวน คุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสีย
1) วัสดุฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์ มีค่าการแผ่รังสีความร้อน (Emissivity) ของผิวอลูมิเนียมต่ำ มีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนสูง  ทนความชื้นได้ดี ไม่ติดไฟและไม่ลามไฟ ไม่ฉีกขาดง่าย ขาดคุณสมบัติในการป้องกันเสียง
2) วัสดุฉนวนแบบโฟม เช่น โพลียูรีเทนโฟมเป็นฉนวนที่กันความร้อน / เก็็บความเย็็นได้ดี มีคุณสมบัติในการนําความร้อนต่ำ รองรับน้ําหนักกดทับได้ดี มีคุณสมบัติด้านเสียงที่ดี เกิดก๊าซพิษเมื่อถูกไฟไหม้
3) วัสดุฉนวนใยแก้ว ทํามาจากแก้วหรือเศษแก้วนํามาหลอมและเป็นเป็นเส้นใยละเอียดนํามาอัดรวม กัน คุณสมบัติในการนําความร้อนต่ำ มีคุณสมบัติด้านเสียงที่ดี เส้นใยก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่เหมาะกับการใช้งานที่เปิดโล่งโดยไม่มีอะไรปกคลุม
4) วัสดุฉนวนใยหิน (Mineral Wool) เป็นเส้นใยจากธรรมชาติ มีสารประกอบของแอสเบสตอส (Asbestos) ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ มีคุณสมบัติในการกันความร้อนและดูดซับเสียงที่ดี ทนไฟ ไม่ทนทานต่อความเปียกชื้น
5) เซลลูโลส (Cellulose) เป็นวัสดุ Recycle ผสมเคมี เพื่อช่วยให้เกิดการยึดติด มีค่าการกันความร้อนและเสียงที่ดี ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทนต่อน้ำและความชื้น มีโอกาสหลุดล่อนได้
6) แคลเซียมซิลิเกต (Calcium Silicate) เป็นผงอัดเป็นแผ่นสําเร็จ สามารถตัดต่อเหมือนแผ่นยิบซั่ม แต่มีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อน ทาสีทับได้ ทนไฟ มีน้ำหนักมาก ไม่ทนต่อความชื้น
7) เวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite) ทําจากแร่ไมก้า มีลักษณะเป็นเกร็ด คล้ายกระจก เป็นผงนําไปผสมกันซีเมนต์ หรือทรายจะได้คอนกรีตที่มีค่าการนําความร้อนต่ำ สามารถหล่อเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ ทนไฟ มีน้ำหนักมาก
8) เซรามิคโค้ดติ้ง (Ceramic Coating) เป็นสีเเซรามิคลักษณะของเหลวใช้ทาหรือพ่น ช่วยสะท้อนความร้อนได้ดี ติดตั้งง่าย มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความร้อนที่ผิวอาคารโดยตรง อายุการใช้งานต่ำ เนื่องจากสภาวะอากาศ การติดตั้งอาศัยเทคนิคความชํานาญสูง
หลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการพิจารณาเลือกใช้วัสดุฉนวนกันความร้อน คือความสามารถในการป้องกันความร้อน (R-Value)  ช่วงอุณหภูมิการใช้งาน การเปลี่ยนรูปร่างเมื่อได้รับความร้อน การกันน้ำและความชื้น การทนต่อแมลงและเชื้อรา ความปลอดภัยต่อสุขภาพ  การเสื่อมสภาพ และการบํารุงรักษา ซึ่งต้องเลือกให้เข้ากับลักษณะ และประเภทของการใช้งาน เพียงเท่านี้ก็ทําให้คุณสามารถเลือก วัสดุฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสม และสามารถ  ช่วยประหยัดพลังงานภายในที่อยู่อาศัยของคุณได้

ฉนวนกันความร้อนได้อย่างไร (How insulation does it work?)

ฉนวนกันความร้อนได้อย่างไร (How insulation does it work?)

ฉนวน คือ วัสดุที่ต้านทานหรือป้องกันมิให้พลังงานความร้อนส่งผ่านจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้สะดวก ฉนวนกันความร้อนที่ดีจะเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งประกอบด้วยฟองอากาศ เล็กๆ จำนวนมาก ฟองอากาศดังกล่าว มีคุณสมบัติในการต้านการนำความร้อน โดยสกัดกั้นความร้อนให้อยู่ในบริเวณฟองอากาศเล็กๆ จำนวนมากนี้ จึงเป็นผลให้ไม่เกิดการพาความร้อนด้วย

 

ยังมีวัสดุอีกประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านการแผ่รังสีความร้อน หรือสะท้อนรังสีความร้อนกลับ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ได้แก่ แผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ โดยคุณสมบัติแล้วไม่ถือว่าเป็นฉนวน แต่ถือว่าเป็นวัสดุลดความร้อนจากการแผ่รังสีความร้อน

 

ฉนวนแต่ละชนิด จะมีการต้านทานความร้อนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งฉนวนที่ดีจะต้องต้านทานความร้อนที่ผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งให้ลดลงเหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้ ถ้า ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (ค่า K) ยิ่งน้อย แสดงว่าเป็นฉนวนที่สามารถต้านทานความร้อนได้ดีกว่า

ตารางเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์ของการนำความร้อนของวัสดุชนิดต่างๆ

 วัสดุ

 

ค่า K (วัตต์/เมตร oC)

 โฟมโพลียูรีเทน

   0.023

 โฟมแผ่น (โพลีสไตลิน)

   0.031

 ฉนวนใยแก้ว

   0.035

 ไม้อัด

 0.123

 แผ่นยิปซัม

  0.191

 กระเบื้องแผ่นเรียบ

  0.28

ที่มา : คู่มือวิชาการของสถาบันวิศวกรรมความร้อน ความเย็น และระบบปรับอากาศ แห่งสหรัฐอเมริกา (ASHRAE Handbook)

จากตารางจะเห็นว่า โฟมพียู มีค่าการนำความร้อนน้อยกว่าวัสดุชนิดอื่น หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าโฟมพียูมีความต้านทานความร้อนได้ดีกว่า

แผ่นฉนวนกันความร้อนไอซูเรทชีท

sheet

แผ่นฉนวนกันความร้อน ผลิตจาก PIR (Polyisocyanurate) ซึ่งมีคุณสมบัติความเป็นฉนวนกันความร้อนสูง อีกทั้งมีความปลอดภัยในเรื่องการติดไฟ ได้รับการยอมรับเป็น B2 Class (DIN4102)

มีการเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นฉนวนด้วยการสะท้อนความร้อนจาก Aluminium Foil    น้ำหนักเบา สามารถใช้งานยึดติดกับโครงผนัง หรือยึดติดกับผนังเดิมได้ หรือวางบนฝ้าเพดานเดิม เพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา

คุณสมบัติแผ่นฉนวนกันความร้อนไอซูเรทชีท

  • เป็นฉนวนความร้อน, ความเย็นอย่างดี
    • ค่าต้านทานความร้อน (R) = 6.0ft2 °F/Btu
    • ค่าการนำความร้อน (k) = 0.023 W/mK
  • ช่วงอุณหภูมิในการใช้งาน -50°C ถึง 100°C
  • มีคุณสมบัติกันลามไฟ
    • DIN4102 B1, B2
    • ASTM E-84 < 25
  • น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย

Product list

     Product วัสดุ ความหนา(นิ้ว) ความหนาแน่น (kg/m3) ขนาด (ตร.ม.) การใช้งาน
 ISURATE AFA25-2  PIR  25  35  1.20 X 2.40 ฝ้า : วางบนฝ้าเดิม หรือยึดกับโครงฝ้าแล้วปิดด้วยแผ่นฝ้า
ผนัง : ใส่ระหว่างผนัง 2 ชั้นหรือใช้เป็นฉนวนของผนังเบา
 ISURATE AFA50-2  PIR  50  35  1.20 X 2.40 ฝ้า : วางบนฝ้าเดิม หรือยึดกับโครงฝ้าแล้วปิดด้วยแผ่นฝ้า
ผนัง : ใส่ระหว่างผนัง 2 ชั้นหรือใช้เป็นฉนวนของผนังเบา

**We can provide the product as per customer requirement.

ฉนวนกันความร้อนไอซูเรทโฟม

IsurateFoamB2.1

แผ่นฉนวนกันความร้อน ISURATE® Foam ผลิตจาก PIR (โพลีไอโซไซยานูเรทโฟม) ซึ่งมีคุณสมบัติกันความร้อนดีเยี่ยม อีกทั้งไม่ลามไฟ และมีน้ำหนักเบา สามารถตัดขนาดตามต้องการได้ เหมาะใช้เป็นฉนวนกันความร้อนในอาคาร บ้านพักอาศัย โดยติดตั้งฉนวนที่ฝ้าเพดาน, ฉนวนกันร้อนที่ผนังเป็นต้น

คุณสมบัติของแผ่นฉนวน ISURATE® Foam

  • ผลิตจากโพลีไอโซไซยานูเรทโฟม (PIR Foam)
  • มีเป็นฉนวนกันความร้อนสูง / ฉนวนกันความเย็นสูง
    • ค่าต้านความร้อน (R)   =    6.0 ft2 °F/Btu
    • ค่าการนำความร้อน (k)  =   0.023 W/m.K
  • ช่วงอุณหภูมิในการใช้งาน -20°C ถึง  100°C
  • คุณสมบัติไม่ลามไฟ
    • PIR Class B1, B2 ตามมาตรฐาน DIN4102
    • ASTM E-84 < 25
  • น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย
  • สามารถใช้ได้ทั้งงานฝ้าเพดาน และงานผนัง

การนำไปใช้งานและติดตั้ง

  1. วางบนฝ้าเพดาน เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนจากหลังคา
  2. ยึดเข้ากับโครงผนัง แล้วปิดทับด้วยวัสดุผนังเบา เป็นฉนวนกันความร้อนจากผนังอาคาร
  3. วางในช่องวางผนัง 2 ชั้น เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนจากผนังอาคาร

วิธีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนโฟมไอซูเรทที่ฝ้าเพดาน   (click)

Product List

รหัส วัสดุ ความหนา (mm.) ความหนาแน่น (Kg/m3) ขนาดแผ่น (ม.x ม.)
ISURATE F25-2  PIR  25  (1″)  35  1.20 X 2.40
 ISURATE F50-2  PIR  50  (2″)  35  1.20 X 2.40

ผนังฉนวนกันร้อน-ฝ้ากันร้อนไอซูเรทบอร์ด

Isurate-Board-Color

ISURATE® Board นวัตกรรมฉนวนกันความร้อน ออกแบบให้ติดตั้งง่าย เสร็จในขั้นตอนเดียว เป็นการผสาน 2 คุณสมบัติพิเศษ ลดการส่งผ่านความร้อนของแผ่นยิปซัม หรือกระเบื้องแผ่นเรียบ ร่วมกับฉนวนโฟม PIR (Polyisocyanurate) จึงให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันความร้อนจากภายนอกสู่ภายในอาคารได้มากกว่าแผ่นยิปซัมธรรมดา ช่วยลดปริมาณความร้อนภายนอก และเก็บความเย็นให้คงอยู่ภายในบ้านได้อย่างดีเยี่ยม

คุณสมบัติพิเศษ

  • ป้องกันความร้อนได้ดี เนื่องจากมีค่าการนำความร้อนต่ำ (k = 0.023 W/m.K)
  • ฉนวนโฟม PIR ไม่ลามไฟ (Class B1 และ ฺB2 -DIN4102)
  • ช่วยประหยัดค่าไฟ
  • การใช้งานยาวนาน 10 ปีขึ้นไป
  • ติดตั้งง่ายทั้งบ้านสร้างใหม่และบ้านซ่อมแซม เพียงใช้สกรูยึด หรือกาวอีพอกซี่
  • สามารถติดตั้งเป็นฝ้าเพดาน หรือผนังได้
  • มีสมบัติป้องกันเสียงในตัว

คุณสมบัติ

การติดตั้งฝ้ากันความร้อน ไอซูเรทบอร์ด

ทดสอบฝ้ากันความร้อน ไอซูเรทบอร์ด

กาวพียู 2 พาร์ท

ผลิตและจำหน่ายกาวโพลียูรีเทน แบบ 2 ส่วนผสมกัน มีหลายสูตรตามระยะเวลาการแห้งของกาว เป็นกาวที่ให้คุณสมบัติติดแน่น ใช้ติดกับผิววัสดุหลากหลาย เช่น โฟมขาวโพลีสไตรีน, โฟมโพลียูรีเทน, อลูมิเนียม, เหล็กและโลหะชนิดอื่นๆ, แผ่นหิน กระเบื้อง ฯลฯ

Application :

เหมาะใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง เช่น อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, ห้องเย็น ฯลฯ นอกจากนี้ยังเหมาะใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และใช้ในครัวเรือน เพื่อซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ชำรุดแตกหักious metal, rock sheets, etc.